แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะครบทั้ง 7 นัดในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ ทำให้อาร์เซนอล จำเป็นต้องเก็บ 3 แต้มจากน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ให้ได้ เพื่อไม่ให้หลุดจากกลุ่มผู้นำ
แม้จะเป็นงานหนักสำหรับทีมของมิเกล อาร์เตต้า เพราะ 4 จาก 5 นัดหลังสุดที่บุกไปซิตี้ กราวด์ พวกเขายิงประตูไม่ได้เลย
อย่างไรก็ตาม อาร์เซนอล ทำผลงานเหนือกว่าคู่แข่งในช่วงหลัง โดยไม่แพ้ในพรีเมียร์ลีก 6 นัดติดต่อกันระหว่างสองทีม และชัยชนะของฟอเรสต์ จะเป็นครั้งแรกในลีกนับตั้งแต่พฤษภาคม 2023
นับตั้งแต่ชัยชนะครั้งนั้น อาร์เซนอล ยิงได้ 10 ประตูในการเจอกับเดอะ ทริกกี้ ทรีส์ และเสียเพียง 2 ประตูเท่านั้น
ความจำเป็นของโอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ที่จะเอาชนะทีมจากลอนดอนเหนือก็ชัดเจนเช่นกัน เพราะกุนซือชาวออสเตรียชนะในลีกเพียงนัดเดียวเท่านั้นนับตั้งแต่離開คริสตัล พาเลซ มาคุมฟอเรสต์
ด้วยเจ้าของสโมสรเอวานเกลอส มารินาคิส ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอดทนต่ำ ฟอร์มที่ย่ำแย่ในเกมซูเปอร์ซันเดย์คงไม่ทำให้ชาวกรีกรู้สึกพอใจ แรงกดดันจึงตกอยู่กับทั้งสองทีม albeit ในรูปแบบที่แตกต่างกัน
ทั้งสองผู้จัดการทีมเปลี่ยนตัวจริงฝั่งละ 2 ตำแหน่ง โดยมูริลโล ลงเล่นพรีเมียร์ลีก นัดที่ 100 ให้เจ้าบ้าน
จะบอกว่าทีมเยือนเหนือกว่าในช่วงต้นเกมก็ถือเป็นการพูดน้อยเกินไป เพราะอาร์เซนอล ครองบอลถึง 80% ในช่วง 15 นาทีแรก
แม้จะครองเกมได้ขนาดนั้น แต่กลับเป็นฟอเรสต์ ที่ได้ยิงก่อนเมื่อแดน เอ็นดอย ปล่อยไกลแต่บอลไม่ตรงกรอบ
เจ้าบ้านมีปัญหาหนักเรื่องการจ่ายบอลจนแฟนบอลในสนามเริ่มไม่พอใจ และเมื่อผู้เล่นอย่างนิโคลัส โดมิงเกซ และเนโก วิลเลียมส์ จ่ายบอลสำเร็จเพียง 63.6% และ 69.6% ตามลำดับ ก็ไม่แปลกที่แฟนเจ้าถิ่นจะส่งเสียงไม่พอใจ
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น บรูโน กีมาไรส์ และเอซรี คอนซา ทำสถิติจ่ายบอลสำเร็จ 91.1% และ 97.6%
ไม่ใช่แค่การจ่ายบอลที่ขาดความต่อเนื่องที่จำกัดความคิดสร้างสรรค์ของฟอเรสต์
เลียม เดลาป ลงดวลตัวต่อตัว 16 ครั้ง แต่ชนะเพียง 6 ครั้ง และซาเวอร์ ชลาเกอร์ ลงดวลอีก 16 ครั้ง ชนะ 9 ครั้ง
กีมาไรส์ ลงดวล 12 ครั้ง ชนะ 10 ครั้ง และแม้ทั้งสองทีมจะยิงตรงกรอบไม่ได้เลยก่อนพักครึ่ง หากมีใครจะเปิดสกอร์ได้ ก็รู้สึกว่าต้องเป็นปืนใหญ่ เพราะพวกเขามีเป้าหมายชัดเจนกว่า
จุดที่ทั้งอาร์เตต้าและกลาสเนอร์ต้องแก้คือการยิงประตูไม่ได้ในครึ่งแรกของเกมที่ผ่านมา
หลังจากล้มเหลวอีกครั้งใน 45 นาทีแรก ทั้งสองทีมตอนนี้ยิงประตูคู่แข่งไม่ได้ใน 5 จาก 7 นัดพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้
เจมส์ แม็คอาที น่าจะทำได้ดีกว่านี้กับสองโอกาสยิงในหนึ่งนาทีหลังพักครึ่ง แม้ดาวรุ่งฟอเรสต์จะพยายามพอสมควร
สร้างโอกาส 2 ครั้ง ชนะบอลคืน 5 ครั้ง ชนะการดวล 2 จาก 3 ครั้ง... แข้งวัย 24 ปีรายนี้ยกหัวได้เต็มที่ แม้ผลงานจะไม่ใช่ระดับพลิกเกมก็ตาม
เพื่อนร่วมทีมอย่างเลียม เดลาป ยังดูเหมือนปลาไม่มีน้ำ และการที่สโมสรทุ่มเงิน 50 ล้านปอนด์ซื้อเขาอาจเป็นดีลที่กลาสเนอร์จะต้องเสียใจภายหลัง
ยิงตรงกรอบเพียง 1 ครั้ง ชนะการดวลกลางอากาศเพียง 1 จาก 6 ครั้ง... แม้จะมีรูปร่างใหญ่โตและขึ้นชื่อเรื่องความคม แต่ภาพลักษณ์ไก่ไม่มีหัวของเดลาปในเกมส่วนใหญ่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
กองหน้าอีกคนที่ฟอร์มตกอย่างวิคเตอร์ ยอเคเรส ลงสนามนาทีที่ 65 แต่ถ้าอาร์เตต้าหวังให้เขาเป็นตัวเปลี่ยนเกม ก็คิดผิดถนัด
สัมผัสบอลเพียง 12 ครั้ง ยิง 1 ครั้ง ไม่ตรงกรอบ คือผลรวมทั้งหมดใน 24 นาทีบนสนาม และยิ่งลงเล่นมากเท่าไร ดาวเตะสวีเดนรายนี้ก็ยิ่งใกล้ประตูทางออกเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมมากขึ้นเท่านั้น
อาร์เซนอล ครองบอลเหนือกว่าอีกครั้งหลังพักครึ่ง สิ่งเดียวที่น่าแปลกใจคือต้องรอถึงนาทีที่ 80 กว่าโนนี มาดูเอเก้จะยิงประตูชัย
เป็นประตูที่คุ้มค่าการรอคอย เมื่อดาวเตะทีมชาติอังกฤษรายนี้ลากบอลจากริมเส้นก่อนซัดเต็มข้ออย่างไม่อาจหยุดได้ และบังเอิญเป็นประตูแรกของเขานับตั้งแต่ยิงใส่ทีมพาเลซของกลาสเนอร์เมื่อพฤษภาคมที่แล้ว
การบุกมาแบบไม่หยุดของฟอเรสต์ช่วงท้ายไม่มีทางสร้างปัญหาให้แนวรับที่ไม่ต้องเข้าสกัดเลยตลอดทั้งเกม และนั่นคือหลักฐานอีกชิ้นที่ตำหนิทีมของกลาสเนอร์ อย่างน้อยที่สุดพวกเขาต้องแข่งขันให้ได้
แม้จะไม่ใช่ผลงานที่ดีที่สุดของอาร์เซนอลในฤดูกาล 2026/27 แต่ใครจะรู้ว่า 3 แต้มนี้จะสำคัญแค่ไหนเมื่อจบฤดูกาล